ภาษาอังกฤษ สำหรับคนเดินถนน

 ผู้เขียน : อาจารย์นิทัศน์  บุญไพศาลสถิตย์

     กรุงเทพฯ ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีการจราจรคับคั่งที่สุดแห่งหนึ่งของโลก การจะเดินทางไปไหนมาไหนในเมืองนี้ หากไม่ไกลมาก การเดินเท้าก็ดูจะเหมาะที่สุดนะครับ ถึงเวลาต้องเดินเท้าเมื่อไหร่ ก็อยากแนะนำให้ลองฝึกภาษาอังกฤษจากสิ่งรอบตัวไปด้วยนะครับ


เริ่มต้น

    ก่อนอื่น ต้องรู้คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับตัวเราก่อนครับ มีใครรู้บ้างว่า ?คนเดินถนน? หรือ ?คนเดินเท้า? ในภาษาอังกฤษ เรียกว่าอย่างไร หากเราไปเดินบนถนนในต่างประเทศ เช่น อังกฤษ หรือ อเมริกา คำนี้จะพบบ่อยมากครับ คือคำว่า ?pedestrian? (คนเดินถนน หรือ คนเดินเท้า) ถ้าเห็นป้ายเขียนบอกว่า ?No Pedestrian Access? หมายถึง ห้ามคนเดินเท้าผ่านนะครับ หรือ ถ้าป้ายบอกว่า  ?No Pedestrian Crossing? ก็หมายถึง ห้ามเดินข้ามถนน ณ จุดนั้นครับ  สำหรับทางข้ามถนน หรือทางม้าลายนั้น ภาษาอังกฤษจะเรียกว่า ?crosswalk? ครับ เวลาใครเห็นชาวต่างชาติกำลังจะข้ามถนนในที่ไม่ควรข้ามในบ้านเรา ก็อาจไปเตือนเขาได้ครับ โดยบอกว่า ?Excuse me, there is no pedestrian crossing here. Please use the crosswalk.? ทางข้ามถนนในบ้านเราอีกอย่างคือ สะพานลอย ซึ่งภาษาอังกฤษจะเรียกว่า ?overpass? แต่ในอังกฤษ หรือ อเมริกา เราไม่ค่อยเห็นสะพานลอยมากนัก แต่จะเป็นทางเดินลอดใต้ถนนมากกว่า ซึ่งเขาจะเรียกกันว่า ?subway? ครับ ส่วนทางเท้าริมถนน ภาษาอังกฤษเรียกว่า ?footpath? ซึ่งภาษาไทยเรา ก็ทับศัพท์มาเป็น ?ฟุตบาท? ยังไงล่ะครับ หรือจะเรียกว่า ?pavement? ก็ได้

ถนน หนทาง

    การบรรยายถนนหนทางในบ้านเราเป็นภาษาอังกฤษ ค่อนข้างยากซักหน่อยนะครับ เพราะการวางผังเมือง (city plan) ของบ้านเราแตกต่างจากผังเมืองในประเทศเจ้าของภาษาอย่างมาก การจะบอกใครซักคนว่า ?walk for two blocks? (เดินไปสองช่วงตึก) ในบ้านเรา ต่างจากการพูดอย่างเดียวกันในอังกฤษอย่างเห็นได้ชัด เพราะในอังกฤษช่วงตึกเขาเป็น block เท่าๆ กัน ส่วนในบ้านเราช่วงตึกดูไม่ชัดเจนเท่าไหร่ ดังนั้นจึงดูเข้าใจยากหากจะใช้ช่วงตึกเป็นเกณฑ์ สิ่งที่ดูจะมีระยะพอๆ กันในบ้านเรา ดูเหมือนจะเป็นป้ายรถเมล์ (bus stop) นะครับ ดังนั้น  ?walk for two stops? (เดินไปอีกสองป้าย) น่าจะเข้าใจได้ง่ายกว่านะครับ พูดถึงคำว่า ?ถนน? ในภาษาอังกฤษ ก็มีสองคำ คือ ?street? กับ ?road? คำว่า street หมายถึง ถนนทางในเมือง หรือ ในหมู่บ้าน มักจะมีแยกมากมาย แยกออกเป็นซอยนั้นซอยนี้ และมักมีร้านค้าอยู่ทั้งสองฝั่ง ส่วนคำว่า road โดยปกติ หมายถึง ทางที่ออกไปนอกเมือง (ชนบท) หรือ จากหมู่บ้านไปสู่ที่อื่นๆ หรือ จากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่ง (เชื่อมระหว่างเมือง) แต่บ้านเราก็ใช้ปนกันไปหมด สำหรับผมแล้วถือว่าไม่เป็นไรครับ เป็นอันเข้าใจกันว่าสองคำนี้ หมายถึง ถนน  และส่วนมากบ้านเราก็จะใช้คำว่า ?road? มากกว่า เช่น ?Sukhumwit Road?, ?Silom Road? เป็นต้น

    สำหรับพวกถนนเล็กๆ ก็มีคำเรียกหลายคำเช่นกันครับ เช่น ตรอก เรียกว่า ?alley? ถนนสายหลัก เรียกว่า ?avenue? เป็นต้น ซึ่งบ้านเรามักจะใช้คำว่า ?Soi? และฝรั่งก็เข้าใจดีด้วยนะครับ ผมคิดว่าอีกไม่นานคำในภาษาไทยหลายๆอคำคงจะถูกบรรจุใน dictionary เป็นแน่แท้

ทิศทาง กับ การเดิน

    ถึงเวลาเดิน ก็ต้องรู้ว่าจะไปทางไหนใช่ไหมครับ เริ่มต้นจาก ?walk straight? (เดินตรงไป), ?turn left? (เลี้ยวซ้าย), ?turn right? (เลี้ยวขวา), ?walk till the end of this road? (เดินไปจนสุดถนนสายนี้), ?walk back on the same route? (เดินกลับไปทางเดิม), ?walk on the left? (เดินชิดซ้าย), ?walk on the right? (เดินชิดขวา) เวลาเดินไปบนถนนเราก็จะสังเกตเห็นว่าบางคนก็เดินเร็ว (walk fast) บางคนก็เดินช้า (walk slowly) บางคนก็เดินแบบอ้อยอิ่งมาก การเดินแบบนี้ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า ?stroll? นะครับ เช่น ?stroll along the road? (เดินทอดน่องไปตามถนน)

เรียนรู้ภาษาจากป้ายจราจร

    สิ่งที่จะช่วยให้เราเรียนหรือทบทวนภาษาอังกฤษได้อีกอย่างหนึ่งคือ บรรดาป้ายจราจรตามท้องถนนยังไงล่ะครับ ป้ายรถเมล์ ( bus stop) ทุกคนคงทราบกันดีแล้ว แล้วมีใครรู้บ้างว่า ที่จอดรถแทกซี่ เรียกว่าอย่างไรครับ ภาษาอังกฤษเรียกว่า ?taxi stand? นะครับ ป้าย ?ให้ทาง? เรียกอย่างตรงตัวเลยว่า ?give way? ครับ ป้ายห้ามจอด ก็ ?No Parking? สัญญาณไฟจราจร เรียกว่า ?traffic light? ป้ายห้ามรถบรรทุก เรียกว่า ?No truck allowed? ถ้าเรารู้ทุกอย่างแล้วก็ไปสอบใบขับขี่สากล (international driving license) ได้เลยครับ นอกจากป้ายจราจรแล้ว ก็มีบรรดาพวกป้ายโฆษณาต่างๆ ที่เราสามารถใช้เป็นสื่อในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษระหว่างเดินทางบนท้องถนนได้ครับ หากใครเจอข้อความหรือคำศัพท์ดีๆ ก็อาจจำไว้ใช้ในโอกาสต่อๆ ไปได้นะครับ 

    เห็นไหมครับว่าการเรียนภาษาสามารถทำได้ทุกที่และทุกเวลา ขึ้นอยู่กับว่าเราจะใส่ใจกับมันแค่ไหน ใครมีโอกาสไปไหนมาไหนก็อย่าลืมเรียนรู้ภาษาอังกฤษจากสิ่งรอบตัวด้วยนะครับ