Provision Co.,Ltd.

( ... รายการ )

ตะลุยภูเขาไฟ Bromo ลมหายใจแห่งเทพเจ้า

ผู้เขียน : The Backpacker

ได้ยินชื่อเสียงของโบรโม่ (Bromo) ภูเขาไฟที่ยังคงคุกรุ่นและมีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่ง บนเกาะชวาฝั่งตะวันออก ประเทศอินโดนีเซียมาก็นาน ครั้งนี้มีโอกาสได้ไปสัมผัสด้วยตนเอง จึงขอเก็บมาเล่าให้ฟังกันบ้าง จริงๆแล้ว นัดแนะกับคนขับให้มารับที่สนามบิน Juanda เวลา 14.20 น. ตามเวลาท้องถิ่นของที่นั่น แต่คนขับเจ้ากรรมโทรมาบอกว่า ขอช้ากว่าเวลาที่นัดประมาณ 30 นาที จึงต้องหาอะไรทานแถวๆสนามบินก่อน

 
บรรยากาศภายในสนามบิน                                                  ร้านอาหารสำหรับรองท้องก่อนเดินทาง

    ไม่นานนัก MR.Prasetyo คนขับก็มารับพร้อมกับรถ Toyota Kijang ใหม่เอี่ยม เพื่อมุ่งตรงไปเมือง  Probolinggo ที่ตั้งของ Bromo ต่อทันที ซึ่งใช้เวลาราว 4 ชั่วโมง ออกจากสนามบินเกือบบ่ายสามครึ่งถึงที่พักยังตีนเขา Bromo ก็เกือบทุ่มครึ่งเลยทีเดียว

    จากเส้นทางเมือง Sidoarjo ที่ตั้งของสนามบิน คนขับพาลัดเลาะออกมาตามชานเมืองเพื่อเข้าสู่  Probolinggo ไปเรื่อยๆ ผ่านบ้านเรือนและถนนหนทางรอบๆ แม้ว่าจะดูลัดเลาะและคดเคี้ยวอยู่บ้าง แต่ใจก็ไม่ย่อท้อ เพราะอยากเห็น Bromo เต็มแก่แล้ว เส้นทางเมื่อวิ่งมาถึงเมือง  Probolingo จะต้องขับรถขึ้นภูเขาไปยังที่พักบริเวณ Cemorolawang Village  ซึ่งหักโค้งและลดเลี้ยวพอสมควร ประกอบกับถนนที่แคบมาก เลยลุ้นระทึกเป็นระยะๆ ดีว่าคนขับค่อนข้างชำนาญเส้นทางพอตัวเลยสบายใจหน่อย

    มาถึงที่พัก เจ้าหน้าที่ของรีสอร์ทมี Welcome Drink ให้ด้วย เป็นเครื่องดื่มชาเชียวร้อนขวดใหญ่ รดชาดถูกลิ้นใช้ได้ หลังจากเก็บข้าวของกันแล้ว ก่อนนอนพักก็ตกลงเช่ารถ Jeep เพื่อไปดูวิวยามเช้าและให้รถไปส่งยังปากปล่องภูเขาไฟเลย

 


รถ Jeep Toyota คู่ใจที่จะพาไปชม Bromo                               อุปกรณ์และเครื่องนุ่งห่มกันหนาวที่มีขายบริเวณจุดชมวิว

    ตื่นมาอีกทีตีสามได้ คนขับรถก็มาเคาะห้องเพื่อพาไปสัมผัสละอองหนาวและเตรียมตัวดูพระอาทิตย์ขึ้น ณ จุดชมวิว ซึ่งอยู่ในเขตอุทยานเหนือยอดเขาเปนานจากัน (Gunung Penaajakan) สูงกว่าระดับน้ำทะเล 2,700 เมตร ซึ่งต้องใช้รถ Jeep ขับวนเขาขึ้นมาอีก แต่พอถึงแล้ว อาการง่วงหงาวหาวนานก็หายเป็นปลิดทิ้ง เมื่อเห็นภาพเบื้องล่างที่ยากเกินจะบรรยาย ธรรมชาติช่างเสกสรรค์ปั้นแต่งจริงหนอ!


บรรยากาศเช้ามืดที่จุดชมวิว                                                นั่นไง!!! ควันไฟที่พวยพุ่งดั่งลมหายใจของเทพเจ้าก็มิปาน

วิวยามเช้าและควันที่พวยพุ่งออกจากปล่องภูเขาไฟมันช่างอัศจรรย์ยิ่งนัก ควันจากปล่องภูเขาไฟพวยพุ่งและกระจายอยู่ส่วนบน ลอยอยู่เหนือพื้นผิวรอบๆ นี่แหละมั้งที่ใครๆต่างก็เรียกกันว่า Bromo เป็น ?ลมหายใจของเทพเจ้า? อย่างแท้จริง 

 
Semeru พ่นควันอยู่หลังสุด มี Batok ตั้งตระหง่านและเงียบสงบ        รถ Jeep  วิ่งผ่านทะเลทรายดำก่อนถึง Bromo

   
Bromo เป็นภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นอยู่ โดยสูงจากระดับน้ำทะเล 2,329 เมตร โดยมีวิวเบื้องหลังเป็น Semeru คอยพ่นควันไฟแข่งอย่างไม่ลดละ ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่สูงที่สุดบนเกาะชวาตะวันออก โดยอยู่สูงเหนือระดับน้ำทะเล 3,676 เมตร และมี Batok ภูเขาไฟที่สงบแล้ว สูงจากระดับน้ำทะเล 2,440 เมตร ตั้งตระหง่านอยู่ข้างๆ
   เมื่อชมวิวจนหนำใจแล้ว คนขับก็พาลงจากจุดชมวิว เพื่อตะลุยปีนไปดูควันไฟที่พวยพุ่งออกมาจากปากปล่องกันเลย ถนนรอบเขาแคบมาก แถมคนขับก็ซิ่งได้ใจเหลือเกิน ทั้งลุ้นระทึกและมันพร้อมๆกัน ใช้เวลาราว 20 นาที ก็ลงมายังเบื้องล่าง เพื่อไปยังเป้าหมายจะต้องขับรถผ่านบริเวณที่ราบ Tengger Caldera ซึ่งเป็นพื้นทรายฝุ่นสีดำกินพื้นที่กว้างพอสมควร


ฝูงม้าที่รอรับนักท่องเที่ยวพาไปตีนเขาโบรโม่


บันไดทางขึ้นภูเขาไฟ

    บริเวณที่รถ Jeep จอด จะมีฝูงม้าไว้คอยรับส่งนักท่องเที่ยว เพื่อพาไปยังปากปล่อง Bromo  ถ้าใครเมื่อยล้าก็สามารถใช้บริการได้ จุดรับส่งม้าจะพาไปยังตีนบันไดทางขึ้น ซึ่งชันและสูงพอสมควร เมื่อถึงปากปล่องจะมีราวกั้นเป็นระยะสั้นๆไม่กี่เมตร ถ้าใครชอบความหวาดเสียว จะเดินตะลุยทางเดินที่แคบและเล็กแต่ไม่มีรางกั้นรอบปากปล่องก็ได้ แต่คงต้องระวังพอตัว เพราะขืนตกลงไปคงไม่มีใครช่วยเอาไว้ได้แน่

    ควันไฟกำมะถันที่โพยพุ่งจากก้นปล่อง ยังคงลอยปะปนกับเมฆหมอกที่หนาตาอยู่เบื้องบน ขืนสูดเข้าไปมากๆ มีหวังต้องตรวจสุขภาพปอดเป็นแน่ ใช้เวลาไม่นาน ก็ถอยทัพกลับทันที


ปากปล่องภูเขาไฟ Bromo


ควันไฟที่พวยพุ่งจากก้นปล่องภูเขาไฟ

      ความงามและอัศจรรย์ของ Bromo ภูเขาไฟที่เป็นเหมือนลมหายใจของเทพเจ้าในครั้งนี้ แม้จะได้สัมผัสเพียงเวลาสั้นๆแต่ก็สร้างความประทับใจไม่รู้ลืม ใครมีโอกาสไปลัดเลาะแถวนั้น อย่าลืมตะลุย Bromo กันนะครับ
{joscommentenable}